Amazing Thailand

ติดตามข่าวสาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
วันที่ 24 - 28 พฤศจิกายน 2555

สถานที่ : ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข การสาธิต โคมชักโคมแขวน การแสดงพลุ ตะไล ไฟพะเนียง การแสดงแสง เสียงศิลปวัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดสุโขทัย การจัดกิจกรรมชุมชนโบราณ ตลาดแลกเบี้ย (ตลาดปสาน) การละเล่นพื้นบ้าน
การแสดงทางวัฒนธรรมไทย สาธิตการทำอาหารไทยพื้นบ้าน และสินค้าพื้นเมืองของชาวชุมชน ขบวนนางนพมาศเชื่อมสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น และมีกิจกรรมทที่น่าสนใจดังนี้
1.พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข ณ วัดตระพังเงิน
2.การแสดง แสง-เสียง ณ วัดมหาธาตุ
3.การประกวดกระทงเล็ก กระทงใหญ่ โคมชัก-โคมแขวน พนมหมากพนมดอกไม้
4.ประกวดนางนพมาศ
5.การแสดงศิลปวัฒนธรรมประเพณีของสุโขทัย การเล่นไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียง และผลิตภัณฑ์ของดีสุโขทัย
6.พิธีเผาเทียน
7.กิจกรรมเล่นไฟ และกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย

ป้ายกำกับ: , ,

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประเพณีลากพระและมหกรรมวัฒนธรรมสัมพันธ์จังหวัดตรัง

ประเพณีลากพระและมหกรรมวัฒนธรรมสัมพันธ์จังหวัดตรัง
วันที่ 31 ตุลาคม 2555 - 6 พฤศจิกายน 2555

งานประเพณี "ลากพระ ชักพระ หรืองานแห่พระ" เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นภาคใต้ ที่สืบทอดมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะจังหวัดตรังนั้น ในปีหนึ่งๆ จะจัดขึ้นถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งจะเป็นการลากพระบก นิยมจัดกันตามชุมชนตรังนาหรือบริเวณท้องทุ่งกว้างๆ ใกล้วัด สำหรับประเพณีลากพระครั้งที่ 2 ของจังหวัดตรัง จะจัดขึ้นหลังวันออกพรรษา 1 วัน หรือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งมีการเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนานว่า เนื่องจากวันนี้ จะเป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จกลับสู่มนุษย์โลกทางบันไดทิพย์ ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปมาแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์ จนสืบทอดมาเป็นประเพณีลากพระในท้องถิ่นทางภาคใต้ สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับการลากพระก็คือ การทำต้ม หรือการนำข้าวเหนียวที่ผัดด้วยกะทิมาห่อด้วยใบกะพ้อ ซึ่งเป็นใบไม้ที่มีเฉพาะทางภาคใต้ จากนั้นจะทำเป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วนึ่งให้สุกนำมาผูกรวมเป็นพวง พวงละ 3-5 ลูก เพื่อเอามาไว้ใส่บาตร และใช้ประดับเรือพระ หรือเป็นอาหารระหว่างการละเล่นในประเพณีลากพระ ทั้งนี้ การลากพระ จะมีการอาราธนาพระพุทธรูป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางเสด็จจากดาวดึงส์ หรือปางอุ้มบาตร ขึ้นมาประดิษฐานบนบุษบก หรือเรือพระ ที่แต่ละวัดก็จะหาช่างฝีมือที่มีความชำนาญ ช่วยกันตกแต่งให้สวยงาม เพื่อนำเข้าร่วมประกวดแข่งขัน ปัจจุบันเรือพระได้มีการดัดแปลงเป็นรถหรือล้อเลื่อน เพื่อความสะดวกในการชักลากมาตามถนนหนทาง แล้วนิมนต์พระภิกษุในวัดนั้นๆ ขึ้นนั่งประจำเรือพระ จากนั้นก็จะมีการลากพระเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ชาวพุทธได้ออกมาร่วมกันทำบุญและถวายต้ม โดยจะมีพุทธศาสนิกชนและศิษย์วัดเดินตามมาด้วย พร้อมกับบรรเลงเครื่องดนตรี ประโคมไปตลอดทาง มีทั้งทับโพน กลอง ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง และฉาบ.

กิจกรรมภายในงาน
- ชมการประกวดเรือพระจากวัดต่างๆ ทั่วจังหวัดตรัง จำนวนกว่า 60 ลำ
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน
- ชมความสวยงามและร่วมทำบุญเรือพระ
- ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้ การแสดงดนตรีของนักเรียนนักศึกษา
- การแสดงมหรสพ การจำหน่ายสินค้า OTOP

ป้ายกำกับ: , , ,

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

งานรำลึกพระยาไกรภักดี ประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี

งานรำลึกพระยาไกรภักดี ประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี
วันที่ 12 - 13 ตุลาคม 2555

สถานที่จัดงาน ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์ กำหนดจัดงานประเพณี “แซนโฎนตา” หรือสารทเขมรขึ้นระหว่างวันที่ 10 - 12 ตุลาคม 2555 เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสุรินทร์

นางสาวบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุรินทร์ กล่าวว่าจ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ มีชาวพื้นเมืองหลายชนเผ่าอาศัยอยู่ร่วมกันมาแต่ครั้งอดีต ซึ่ง จ.ศรีสะเกษ มีชนเผ่าเขมร ลาว ส่วย และเยอ ส่วน จ.สุรินทร์ มีชนเผ่าเขมร ลาว และกวย “ประเพณีแซนโฎนตา” เป็นประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ของชาวไทยเชื้อสายเขมร ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านานจากรุ่นสู่รุ่น โดยจะประกอบพิธีในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานที่มีต่อผู้มีพระคุณทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้ที่ล่วงลับไปแล้วโดยการอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้กับผีบรรพบุรุษ ปู่ ยา ตา ยาย พ่อแม่ พี่น้อง ทั้งนี้เป็นกุศโลบายของคนโบราณที่ต้องการให้ลูกหลานหรือญาติมิตรที่จากบ้านไปทำงานต่างแดนหรืออยู่แดนไกล ได้กลับมาพบปะทำความรู้จักเพื่อสร้างความสามัคคี และสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอันได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่อไป

จ.ศรีสะเกษ กำหนดจัดงาน “รำลึกพระยาไกรภักดี ประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี” ประจำปี 2555 ในวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2555 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงดนตรีไทยและสวดทักษิณานุปทาน ในวันที่ 11 ตุลาคม 2555 เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป วันที่ 12 ตุลาคม 2555 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ร่วมพิธีเซ่นไหว้ศาลหลักเมืองอำเภอขุขันธ์ และศาลพระภูมิ ทำบุญตักบาตร พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยอัญเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษมารับเครื่องเซ่นไหว้ และอัญเชิญกลับสู่ภพภูมิของท่าน พลาดไม่ได้กับการชมขบวนแห่สำรับเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ยิ่งใหญ่และมีมนต์ขลัง ในเวลา 11.00 น. อันประกอบไปด้วยอาหารคาวหวาน ผลไม้ชนิดต่างๆ การประดับตกแต่งอย่างสวยงาม การแสดงศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ รำแม่มด, รำแกลมอ, รำอัปสรา, แกลจะเอง และกันตรึม นอกจากนี้ยังมีการประกวดขบวนแห่การประกวดเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ การประกวดข้าวต้มมัด การประกวดกล้วยงามเมืองขุขันธ์ การจำหน่ายกล้วยน้ำว้าคุณภาพรวมถึงกล้วยพันธุ์ต่างๆ จากทุกอำเภอใน จ.ศรีสะเกษ และการจำหน่ายสินค้า OTOP

ป้ายกำกับ: , ,

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตักบาตรน้ำผึ้ง

ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง
วันที่ 30 กันยายน 2555


สถานที่ ณ วัดทองบ่อ ต.ขนอนหลวง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา


ขอเชิญร่วมอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวชุมชนบ้านเสากระโดงใน "ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง" โดยชาวมอญหรือชาวไทย - รามัญ จะนำอาหารคาวหวานต่างๆ มาถวายพระ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ "น้ำผึ้งบริสุทธิ์" โดยทางวัดจะจัดเตรียมบาตรอีกอีกใบหรือภาชนะอื่นเพื่อใส่น้ำผึ้งมาวางเคียงบาตร ซึ่งชาวมอญเชื่อว่า การได้ถวายน้ำผึ้งจะทำให้มีโชคลาภ การถวายน้ำผึ้งแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นประเพณีตามแบบอย่างที่พระสีวลีเคยทำในสมัยพุทธกาล เพื่อให้ท่านำไปฉันหรือผสมกับยาสมุนไพร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานพระนครศรีอยุธยา หมายเลขโทรศัพท์ 0 3524 6076 – 7 โทรสาร 0 3524 6078

ป้ายกำกับ: , , ,

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

งานแห่เทียนโคราช ประจำปี ๒๕๕๕

งานแห่เทียนโคราช ประจำปี ๒๕๕๕


วันที่ ๒ – ๔ สิงหาคม ๒๕๕๕

สถานที่จัดงาน : ณ บริเวณสวนเมืองทอง สวนสุรนารี, สวนอนุสรณ์สถานฯ และลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

จังหวัดนครราชสีมา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จัดงานโดยเทศบาลนครนครราชสีมา กำหนดจัดงานแห่เทียนโคราช ประจำปี ๒๕๕๕ “เสริมบุญ...สร้างบารมี แห่เทียนโคราช ๒๕๕๕” ว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่ได้สร้างงานบุญที่ยิ่งใหญ่เป็นปีที่ ๕ ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ ๒ – ๔ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ บริเวณสวนเมืองทอง สวนสุรนารี, สวนอนุสรณ์สถานฯ และลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

สำหรับการประกวดต้นเทียนพรรษา ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศเป็นประจำทุกปี จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมชมความงดงามอลังการของต้นเทียนพรรษา ซึ่งแต่ละต้นล้วนเกิดจากความเพียรพยายามของช่างเทียนที่มีความชำนาญ สร้างและแกะสลักต้นเทียนอันวิจิตรงดงาม กล่าวได้ว่าฝีมือของช่างเทียนโคราชนั้นไม่แพ้ใคร ในปีนี้ได้มีการประกวดต้นเทียนพรรษาประเภทต่างๆ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทคือ ประเภท ก. ประเภท ข. ประเภท ค. พร้อมชมขบวนแห่ทางวัฒนธรรม ที่แต่ละอำเภอจัดมาอวดโฉมอย่างยิ่งใหญ่เป็นระยะทาง กว่า ๗ กม.

ภายในงานยังมีการแสดง แสง สี เสียง พุทธยันตี ๒,๖๐๐ ปี เดอะมิวสิคัล ซึ่งเป็นการแสดงที่หาชมได้ยาก อีกทั้งกิจกรรมทางบุญกับ ๙ บุญ ร่วมทำบุญตักบาตรหลอดไฟ ๑ เดียวในโลก ,หล่อเทียนพระประจำวันเกิดเป็นที่ระลึกนำกลับไป เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต พร้อมฟังการเสวนาธรรมจากพระวิทยากร และการแสดงดนตรีไทยร่วมสมัยไทยคอนเทมโพรารี่และวงดนตรี ipad กิจกรรมการประกวดถ่ายภาพ ในหัวข้อ “เสริมบุญ...สร้างบารมี” ชิงรางวัลมูลค่ากว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท และที่สุดพิเศษกับโรงแรมที่พักทั่วเมืองโคราชในช่วง ๔ วัน ๔ คืน จัดโปรโมชั่นราคาสุดพิเศษให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมที่พัก และดาวน์โหลดใบสมัครประกวดภาพถ่าย ได้ที่ www.koratcity.net ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เทศบาลฯ โทร. ๐ ๔๔๒๗ ๕๙๓๓ และทาง www.facebook.com/koratcandle

“งานบุญที่ยิ่งใหญ่ งานประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดนครราชสีมา ในปี ๒๕๕๕ ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยเน้นองค์ประกอบของต้นเทียนที่จะส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นการแกะสลักหรือการหล่อต้นเทียน ที่บอกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ เรื่องพุทธศาสนา การเทิดพระเกียรติ และวัฒนธรรมประเพณีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศของการแห่เทียนพรรษาที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น และร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตรในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา อันจะเป็นสิริมงคลสูงยิ่งนัก” นายสุหฤทธิ์ ชาญวนังกูร ผอ.ททท.สนง.นครราชสีมา กล่าวทิ้งท้าย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครราชสีมา ๒๑๐๒ - ๒๑๐๔ ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ๓๐๐๐๐
โทร. ๐ ๔๔๒๑ ๓๐๓, ๐ ๔๔๒๑ ๓๖๖๖ โทรสาร ๐ ๔๔๒๑ ๓๖๖๗
E – Mail : tatsima@tat.or.th

ป้ายกำกับ: , , , , ,

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ตปี 2552

เดิมประเพณีกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ที่ชาวบ้านและชาวจีนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า "เจี๊ยะฉ่าย" นั้น เป็นลัทธิเต๋าซึ่งนับถือบูชาเซียนเทวดา เทพเจ้า วีรบุรุษ เป็นประเพณีที่คนจีนนับถือมาช้านาน โดยเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยน คำว่า "เจี๊ยะฉ่าย" (กินผัก) เป็นภาษาท้องถิ่น วันประกอบพิธีตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ (เก้าโง้ยโฉ่ยอีดถึงโฉ่ยเก้า) ตามปฏิทินจีนของทุกๆปี

ประเพณีเจี๊ยะฉ่าย ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้าน ไล่ทู (ในทู) ซึ่งเป็นหมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ จังหวัดภูเก็ตในปัจจุบัน คนจีนเหล่านั้นได้อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีการค้าขายแร่ดีบุกกับปอร์ตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น คนจีนเหล่านั้นได้หลั่งไหลเข้ามามากที่สุดก่อนปี พ.ศ.2368 คือหลังจากเมืองภูเก็ตและเมืองถลางถูกพม่ารุกรานเมื่อปี พ.ศ.2352 พลเมืองได้กระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ครั้นพระยาถลาง (เจิม)ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองถลาง และได้ตั้งเมืองภูเก็ตที่บ้านเก็ตโฮ่ ให้พระภูเก็ต (แก้ว) มาเป็นเจ้าเมือง (ระหว่าง พ.ศ. 2368-2400)


พื้นที่รอบๆในทู (กะทู้) อุดมสมบรูณ์ไปด้วยแร่ดีบุก จึงทำให้คนจีนหลั่งไหลเข้ามาขุดแร่ดีบุกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนที่อพยพมาจากเมืองถลางเดิมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป และที่อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน,ซัวเถาและเอ้หมึง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยอาศัยเรือใบผ่านมาทางแหลมมาลายู เป็นต้น หมู่บ้านในทูในสมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า ตลอดจนภยันตรายต่างๆ จากสัตว์ป่ามากมาย แต่ผู้คนและชาวจีนในหมู่บ้านในทูกลับเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

คนจีนที่อยู่ในทูสมัยนั้น มีความเชื่อและความศรัทธาในเรื่องเทพเจ้าประจำตระกูลหรือเทพเจ้าที่คุ้มครองประจำหมู่บ้าน เช่น เทพยดาฟ้าดิน เซียนต่างๆ รวมถึง บรรพบุรุษของตนเองมาก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุเภทภัยเกินขึ้นจึงได้มีการอัญเชิญเทพเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตนนับถือบูชากราบไหว้ให้มาคุ้มครองปกป้องรักษาตน หรือพวกพ้องที่ได้ทำมาหากินในท้องถิ่นที่ตนพำนักอาศัยให้คนเหล่านั้นอยู่ เย็นเป็นสุขโดยทั่วกันและความเชื่อนี้ยังคงยึดถือจนตราบเท่าทุกวันนี้


ต่อมาได้มีคณะงิ้ว หรือ เปะหยี่หี่ ที่ได้เดินทางมาจากประเทศจีนมาเปิดแสดงที่บ้านในทู คณะงิ้วนี้สามารถแสดงอยู่ได้ตลอดปี เนื่องจากเศรษฐกิจของชาวในทู กรรกรจีน รวมถึงร้านค้า มีรายได้ดีมาก ในขณะนั้น ต่อมาปรากฏว่ามีตึกดิน 26 หลัง และโรงร้าน 112 หลัง จึงสามารถอุดหนุนงิ้วคณะนี้ได้ตลอดปี หลังจากคณะงิ้วได้เปิดทำการแสดงอยู่ที่บ้านในทูระยะหนึ่ง ได้เกิดมีการเจ็บป่วยเป็นไข้ และจากการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่าพวกตนไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาทุกปีที่เมืองจีน และปรากฏมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอึ่งตี่ฮ่องเต้เป็นต้นมา จึงได้ปรึกษาหารือในหมู่คณะ และได้ตกลงกันประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วนั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถลงเรือใบ หรือเรือสำเภาเดินทางกลับไปร่วมพิธีเจี๊ยะฉ่ายที่เมืองจีนได้ทันเพราะใกล้จะถึงวันประกอบพิธีแล้ว จึงได้ตกลงใจประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วเพื่อขอขมาโทษด้วยสาเหตุ

ต่างๆต่อมาโรคภัยไข้เจ็บก็หายไปหมดสิ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียดชาวในทู ก็ลดลงด้วยเช่นกัน เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวในทูเป็นอันมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วและได้คำตอบว่าพวกเขาได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ เนื่องจากไม่มีผู้รู้และผู้ชำนาญในการจัดประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายโดยเพียงแต่สักการะบูชากราบไหว้ขอขมาโทษ ระลึกถึงกิ้วอ๋องเอี๋ยหรือ กิ้วอ๋องต่ายเต่หรือพระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์นั้นเอง

คณะงิ้วยังได้แนะนำชาวจีนในทูต่อไปว่า การเชิญเทพเจ้ามาสักการะบูชาเพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัว และท้องถิ่น เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตามที่ได้ปฏิบัติกันมาแล้ว เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรจะเจี๊ยะฉ่ายถือศีลไปด้วย การเจี๊ยะฉ่ายไม่จำเป็นต้องปฏิบัติให้ครบทั้งเก้าวัน จะเจี๊ยะฉ่ายกี่วันก็ได้ตามแต่ศรัทธาและเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ชาวในทูและคนจีนส่วนใหญ่มีความเชื่อและเลื่อมใสได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะงิ้ว โดยได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายในปีต่อมา ประเพณีเจี๊ยะฉ่ายของเมืองภูเก็ตได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ในทู (กะทู้) นั่นเอง ต่อมาจึงได้แพร่หลายออกไปตามสถานที่ต่างๆ

หลังจากชาวจีนในทูได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายได้ประมาณ 2-3 ปี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด ทำให้ชาวจีนที่มาอาศัยทำเหมืองแร่อยู่ตามดงตามป่ามีความเชื่อและศรัทธาเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น


ก่อนคณะงิ้วจะย้ายไปทำการแสดงที่อื่น คณะงิ้วได้มอบรูปพระกิ้มซิ้น (เทวรูป),เล่าเอี๋ย (เตียนฮู้หง่วนโส่ย),ส่ามอ๋องฮู่อ๋องเอี๋ย, ส่ามไถ้จือ และได้ให้คำแนะนำแก่ชาวจีนเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมโดยย่อๆ ในครั้งนั้นด้วยในช่วงระยะที่ชาวจีนกำลังประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ที่ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏนามเคยอาศัยอยู่ที่มณฑลกังไส (กังไส คือ เจียงซี้ของประเทศจีนในปัจจุบัน) ได้เดินทางมาประกอบอาชีพในทู ได้เห็นการประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายของชาวจีนไม่ถูกต้องตามแบบฉบับของฉ้ายตึ้ง (ศาลเจ้าในมณฑลกังไส) จึงได้แจ้งให้ชาวจีนในทูทราบว่าตนยินดีรับอาสาเดินทางกลับไปมณฑลกังไสของประเทศจีน เพื่อไปเชี้ยเหี้ยวโห้ย (อัญเชิญธูปไฟ) และองค์ประกอบสำหรับพิธี แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ชาวจีนในทูจึงได้ร่วมมือร่วมใจกันรวบรวมทุนทรัพย์ให้กับผู้รู้ท่านนี้ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมณฑลกังไส

อีก 2-3 ปีต่อมา ในระหว่างที่ชาวจีนในทูประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ จนถึงวันขึ้น 7 ค่ำ (วันเก้าโง้ยโฉ่ยฉีด) ตามปฏิทินจีน เวลากลางคืน เรือใบจากประเทศจีนได้เดินทางมาถึงหัวท่าบ่างเหลียว (บางเหนียวในปัจจุบัน) ท่านผู้รู้ได้เดินทางกลับมากับเรือใบลำนี้ด้วยและได้ส่งคนมาแจ้งข่าวให้ชาวจีนในทูทราบว่า บัดนี้ตนได้เดินทางกลับจากประเทศจีนมาถึงหัวท่าบางเหลียวพร้อมเชี้ยเหี้ยวเอี้ยน (ผงธูป) มาด้วยแล้ว ขอให้คณะกรรมการกับผู้ที่ร่วมประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายไปต้อนรับที่หัวบ่างเหลียวในวันเก้าโง้ยโฉ่ยโป๊ยคือวันรุ่งขึ้น

เหี้ยวโห้ย หรือ เหี้ยวเอี้ยนที่นำมาจากมณฑลกังไส ได้จุดปักไว้ในเหี้ยวหล๋อ(กระถางธูป) โดยจุดธูปให้ติดตลอดระยะทางมิให้ดับ นอกจากนี้ยังได้นำแก้ง(บทสวดมนต์,คัมภีร์,ตำราต่างๆ พร้อมทั้งป้ายชื่อเต้าโบ้เก้ง ป้ายติดหน้าอ๊ามฉ้ายตึ้ง)

ปัจจุบันประเพณีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ของชาวภูเก็ตได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาทุกปีนับเวลาได้ หลายร้อยปีแล้วซึ่งถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามของชาวภูเก็ต

ป้ายกำกับ: , , ,